
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศใช้นโยบาย “ภาษีศุลกากรตอบโต้” (Reciprocal Tariff) หรือ ภาษีทรัมป์ ฉบับใหม่ ที่มุ่งเป้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งถือว่าเกินความคาดหมายของตลาดอย่างมาก การเคลื่อนไหวนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และส่งสัญญาณถึงการปรับโครงสร้างใหม่ของระบบการค้าโลก
การประกาศดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดการเงินทั่วโลก โดยเกิดแรงตอบรับอย่างฉับพลันและรุนแรงจากทั้งนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ แล้วภาษีชุดใหม่ของทรัมป์มีรายละเอียดอย่างไร? และจะส่งผลต่อทิศทางของตลาดการเงินในปี 2025 อย่างไร? มาดูในบทความนี้กัน
มีอะไรอยู่ในนโยบายภาษีทรัมป์?
เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เปิดตัวกรอบนโยบายภาษีใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดการปัญหาการขาดดุลทางการค้าระดับโลก โดยมีมาตรการสำคัญดังต่อไปนี้:
- เก็บภาษี 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน เวลา 00:01 น.
- กำหนดอัตราภาษีเฉพาะประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงที่สุด อัตราภาษีจะอยู่ในช่วง 10% – 49% เริ่มมีผลในวันที่ 9 เมษายน ประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้จะถูกจัดเก็บตามอัตราพื้นฐานที่ 10%
- เก็บภาษี 25% สำหรับรถยนต์นำเข้าทุกรุ่นจากทุกประเทศ มีผลบังคับใช้ทันที

จากงานวิจัยของ Yale University พบว่า มาตรการใหม่นี้ส่งผลให้ อัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 22.5% ซึ่งนับว่าเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 1909 และมากกว่าค่าประมาณการณ์เดิมที่อยู่ราว 10% ถึง 2 เท่า
อะไรอยู่เบื้องหลังการผลักดันนโยบายภาษีของทรัมป์?
นโยบายภาษีของทรัมป์มีเป้าหมายหลักอยู่ 3 ข้อสำคัญ:
- แก้ไขปัญหาดุลการค้า: ทรัมป์ต้องการตอบโต้สิ่งที่เขาเรียกว่า “แนวทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม” โดยมีเป้าหมายในการนำงานด้านการผลิตกลับคืนสู่สหรัฐฯ
- กระตุ้นการจ้างงานในประเทศ: ด้วยการทำให้สินค้าที่ผลิตในอเมริกามีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น รัฐบาลคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมและสร้างตำแหน่งงานใหม่ให้กับชาวอเมริกัน
- เพิ่มรายได้ให้รัฐบาลกลาง: การจัดเก็บภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นจะสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับรัฐบาล ซึ่งจะช่วยสนับสนุนงบประมาณของประเทศ
การตอบรับของตลาดอย่างรุนแรงและตอบกลับแบบทันที
หลังจากมีการประกาศนโยบายภาษีใหม่ ตลาดการเงินตอบสนองอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทั้งในแง่ของ :
ตลาดหุ้นดิ่งแรง

- เมื่อวันที่ 3 เมษายน ดัชนี Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ต่างพากันร่วงหนัก โดยแตะระดับการปรับตัวลดลงรายวันที่แรงที่สุดในรอบหลายปี
- แรงขายยังคงต่อเนื่องในวันที่ 4 เมษายน โดยดัชนี S&P 500 ดิ่งลงถึง 5.97% ซึ่งเป็นการร่วงลงรายวันที่แรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020
ดอลลาร์อ่อนค่า
- ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index) ร่วงจากระดับเหนือ 104 ลงมาต่ำกว่า 102 ภายในวันเดียส่งผลให้สกุลเงินหลักอื่นๆ แข็งค่าขึ้นทันที
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน
- ทองคำ พุ่งขึ้นเกือบแตะระดับ $3,200 ต่อออนซ์ ก่อนจะย่อตัวลง เนื่องจากเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอื่น
- น้ำมันดิบ ร่วงลงกว่า 4% จากความกังวลว่าอุปสงค์ด้านพลังงานทั่วโลกจะลดลงตามภาวะการค้าที่ย่อตัว
ใครได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาษีชุดใหม่?
สินค้าอุปโภคบริโภค
การปรับขึ้นภาษีรอบนี้กระทบกับสินค้าผู้บริโภคหลายประเภท หลายบริษัทที่เคยย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอย่างเวียดนามและไทย เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีในรอบก่อน กลับต้องพบว่าประเทศเหล่านี้ถูกจัดอยู่ใน “กลุ่มภาษีสูง” ด้วยเช่นกัน
แบรนด์ดังอย่าง Nike และ Adidas มีราคาหุ้นร่วงลงเกือบ 10% หลังจากมีประกาศภาษีใหม่
อุตสาหกรรมยานยนต์
ผู้ผลิตรถยนต์ต่างประเทศต้องเจอกับภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สูงถึง 25% แบรนด์หรูอย่าง BMW และ Mercedes-Benz ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยต้นทุนการนำเข้ารถบางรุ่นเพิ่มขึ้นถึง $20,000 ต่อคัน
นักลงทุนควรจับตาอะไรในระยะสั้น?
ภาษีจะมีการเจรจาลดลงหรือไม่?
รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ Vincent Besson ระบุว่าแผนภาษีวันที่ 2 เมษายนถือเป็น “เพดานสูงสุด” ซึ่งบ่งชี้ว่ายังมีพื้นที่สำหรับการเจรจาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ถัดไป การพูดคุยระหว่างสหรัฐฯ กับคู่ค้า ถือเป็นปัจจัยสำคัญ หากมีสัญญาณของการประนีประนอม อาจช่วยลดแรงกดดันในตลาดได้
เมื่อวันที่ 9 เมษายน ทรัมป์ประกาศ ชะลอการบังคับใช้ภาษีใหม่ชั่วคราว โดยลดอัตราภาษีเหลือ 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากคู่ค้าสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ และให้เวลาการเจรจา 90 วัน
ตลอดช่วง 3 เดือนข้างหน้า การเจรจาเพื่อปรับลดอัตราภาษีจริงจะเป็นประเด็นหลัก และผลลัพธ์จากการเจรจานี้อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงินทั่วโลก
ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจพุ่งสูง

หลังจากมีประกาศภาษี ดัชนีความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (Economic Policy Uncertainty Index) พุ่งสูงขึ้นทันที เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจมักจะชะลอการลงทุน ซึ่งนำไปสู่ความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยภายในปีนี้
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะตอบสนองอย่างไร?
ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ตลาดได้สะท้อนคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยมากถึง 5 ครั้งในปี 2025 คิดเป็นรวม 125 จุดเบสิส บางฝ่ายคาดว่า Fed อาจเริ่มดำเนินการก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งถัดไป

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทรัมป์ประกาศชะลอการบังคับใช้ภาษีแบบเต็มรูปแบบ ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยแบบรุนแรงก็เริ่มลดลง แต่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังคงผันผวนสูง สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของความเชื่อมั่นในตลาด
ภาพรวมการลงทุนท่ามกลางความผันผวนจากภาษีการค้า
การเคลื่อนไหวของตลาดในระยะยาว
ทรัมป์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “ภาษีศุลกากรคือหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจของเขา” และมีแนวโน้มว่าจะยังคงใช้อย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า ความไม่แน่นอนจากการเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะยังคงส่งผลกระทบต่อตลาด อย่างต่อเนื่อง
นักลงทุนระยะยาวจึงจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นนี้ในการจัดพอร์ตลงทุน เพราะทุกความเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการประกาศภาษีใหม่ หรือความคืบหน้าทางการทูต อาจส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมได้ทันที
ความอ่อนไหวของตลาดในระยะสั้น
นับตั้งแต่ประกาศภาษีเมื่อวันที่ 2 เมษายน ความผันผวนในตลาดระยะสั้นทวีความรุนแรงขึ้น ตัวอย่างเช่น วันที่ 8 เมษายน เพียงแค่มีข่าวลือว่า การบังคับใช้ภาษีอาจถูกเลื่อน ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นทันที แต่ไม่นานก็ร่วงลงอย่างรวดเร็วหลังจากมีการยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เหตุการณ์แบบนี้สะท้อนว่า ตลาดมีความไวสูงต่อข่าวสารเชิงนโยบาย ความผันผวนของราคาและความรู้สึกนักลงทุนจึงอาจยังคงอยู่ต่อเนื่องตลอดช่วงหลายเดือนข้างหน้า
บทสรุป: การเจรจาการค้าโลกและอารมณ์ของตลาด
ไม่กี่เดือนข้างหน้านี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญว่า แต่ละประเทศจะสามารถเจรจาลดอัตราภาษีได้หรือไม่ เพราะท่าทีของการเจรจาการค้าโลกจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและแนวโน้มตลาดโลกในระยะนี้ สิ่งสำคัญคือ ความคล่องตัว นักลงทุนควรจับตาการเปลี่ยนแปลงนโยบายทั่วโลกและเตรียมพร้อมปรับพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยง และ คว้าโอกาส ที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
อ่านบทความวิเคราะห์ตลาดอีกมากมายที่นี่
การเปิดเผยความเสี่ยง
การซื้อขายหลักทรัพย์ ฟิวเจอร์ส สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFDs) และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมูลค่าและราคาของตราสารทางการเงินเหล่านี้อาจผันผวนอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจเกิดจากความเคลื่อนไหวของตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยและคาดเดาไม่ได้ เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไม่คาดคิดอื่น ๆ คุณอาจเผชิญการขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการขาดทุนที่เกินกว่าเงินลงทุนเริ่มต้นได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
คุณควรทำความเข้าใจลักษณะและความเสี่ยงโดยธรรมชาติของการซื้อขายตราสารทางการเงินแต่ละประเภทอย่างถี่ถ้วน ก่อนทำธุรกรรมใด ๆ กับ D Prime เมื่อคุณทำธุรกรรมกับเรา ถือว่าคุณรับทราบและยอมรับความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
ข้อมูลในเอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปและเพื่อการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน คำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการเทรด ข้อเสนอแนะ หรือการเสนอซื้อ เสนอขาย หรือชักชวนให้ซื้อขายตราสารทางการเงินใด ๆ หรือเข้าร่วมกลยุทธ์การเทรดใด ๆ
การเทรดผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจ เช่น สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFDs) มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดทุน และอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ผลลัพธ์ในอนาคตได้ การอ้างอิงถึงแนวโน้มตลาด ผลการดำเนินงานของสินทรัพย์ ระดับราคา หรือข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าใด ๆ เป็นเพียงความคิดเห็นหรือบทวิเคราะห์ภาพรวมตลาด ณ วันที่เผยแพร่ และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
บทความนี้ไม่ได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ สถานะทางการเงิน หรือระดับการยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละราย ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลอย่างเป็นอิสระและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำการเทรดใด ๆ D Prime และบริษัทในเครือไม่รับรองหรือรับประกันความถูกต้อง ความครบถ้วน หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลนี้ และขอปฏิเสธความรับผิดใด ๆ ต่อความสูญเสียหรือความเสียหาย ไม่ว่าทางตรง ทางอ้อม โดยบังเอิญ สืบเนื่อง หรือในลักษณะอื่นใด ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้หรือการเชื่อถือข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารนี้ ข้อมูลข้างต้นไม่ควรถูกใช้หรือถือเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจเทรด หรือเป็นคำเชิญชวนให้ทำธุรกรรมใด ๆ และไม่ควรใช้รายงานนี้แทนการพิจารณาอย่างเป็นอิสระของคุณเอง
“D Prime” เป็นชื่อแบรนด์ของ D Prime Vanuatu Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Vanuatu Financial Services Commission (หมายเลขบริษัท: 700238) ทั้งนี้ ความพร้อมให้บริการของผลิตภัณฑ์และบริการอาจแตกต่างกันไปตามประเทศหรือพื้นที่ และข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
