
บิตคอยน์ ทำสถิติใหม่อีกครั้ง พุ่งทะลุ 123,000 ดอลลาร์ ดึงเหล่านักเทรดให้กลับเข้าสู่โหมดเสี่ยงเต็มพิกัด แต่คำถามคือ นี่เป็นเพียงอีกหนึ่งรอบของกระแสเก็งกำไร หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างแล้วจริงๆ?
ถ้ามองลึกลงไป จะเห็นว่ามีพลังขับเคลื่อนสำคัญสองอย่างที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งหลายคนยังไม่ทันเชื่อมโยงจุดเหล่านี้เข้าด้วยกัน
สิ่งแรกกำลังคลี่คลายอยู่ในวอชิงตัน ขณะที่อีกกระแสหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในระบบการเงินโลก โดยส่งสัญญาณล่วงหน้าแบบเดียวกับที่เคยหนุนให้บิตคอยน์พุ่งแรงมาแล้วหลายรอบ
และเมื่อรวมทั้งสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าทำไมบิตคอยน์ถึงกำลังไต่ระดับขึ้น และทำไมรอบนี้อาจไม่ใช่แค่การพุ่งขึ้นชั่วคราวเหมือนที่ผ่านมา
กฎหมายคริปโตฉบับใหม่เปลี่ยนเกมทั้งกระดาน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนบิตคอยน์ต้องเผชิญกับคำถามคาใจหนึ่งที่ยังไร้คำตอบจากฝั่งอเมริกา: สหรัฐฯ เอาจริงเอาจังกับคริปโตแค่ไหนกันแน่?
ตั้งแต่กรณีที่ SEC ไล่จัดการกับแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนต่างๆ ไปจนถึงการถกเถียงว่า ETH หรือ stablecoin ควรถูกจัดเป็นหลักทรัพย์หรือไม่ และการขาดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนโดยสิ้นเชิง ทำให้เงินทุนจากสถาบันส่วนใหญ่มักเลือกอยู่เฉยๆ แต่ตอนนี้สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปแล้ว
สภาผู้แทนราษฎรกำลังผลักดันกฎหมายคริปโตชุดใหญ่หลายฉบับ โดยเฉพาะร่างกฎหมาย Financial Innovation and Technology for the 21st Century Act ที่ถูกออกแบบมาเพื่อระบุให้ชัดเจนว่าใครมีหน้าที่ดูแลอะไร มอบอำนาจกำกับดูแลบิตคอยน์และคริปโตประเภทอื่นให้กับ CFTC มากขึ้น พร้อมทั้งวางกรอบการขอใบอนุญาตระดับชาติให้กับแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนและ stablecoin อย่างเป็นทางการ
ทำไมบิตคอยน์ถึงชอบร่างกฎหมายคริปโต
บิตคอยน์ไม่ได้พุ่งขึ้นเพราะมีร่างกฎหมายบางฉบับที่อาจจะผ่าน แต่มันเกี่ยวกับสิ่งที่ความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์ทำได้: การลบค่าความกลัวออกไป
หลายปีที่ผ่านมา กองทุนขนาดใหญ่ชอบแนวคิดของบิตคอยน์: จำนวนที่จำกัด เรื่องทองคำดิจิทัล ป้องกันเงินเฟ้อ เครือข่ายชำระเงินระดับโลก แต่พวกเขาไม่ชอบความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย ถ้าทีมคอมพลายในองค์กรบอกไม่ได้ว่า SEC จะเข้ามาเล่นงานในวันรุ่งขึ้นหรือเปล่า มันก็ยากที่จะอธิบายกับลูกค้าว่าทำไมถึงควรลงทุนจำนวนมาก
กฎหมายที่ชัดเจนหมายถึงผู้เล่นรายใหญ่จะสามารถเข้ามาได้เต็มตัว กองทุนบำนาญ บริษัทประกัน กองทุนความมั่งคั่งจากรัฐ กลุ่มเงินขนาดใหญ่ที่เคยเดินเลี่ยงๆ คริปโตมาตลอด พวกเขาอยากมั่นใจว่า ถ้าซื้อบิตคอยน์ไปแล้ว จะไม่ต้องตื่นมาเจอข่าวว่าผู้ดูแลสินทรัพย์ของตัวเองโดนฟ้อง หรือ ETF ถูกแช่แข็ง
นั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมการวิ่งของบิตคอยน์ตอนนี้ไม่ใช่แค่ FOMO ของรายย่อย มันคือสัญญาณจากฝั่งสหรัฐฯ ว่าคริปโตอาจกำลังจะได้ความชัดเจนทางกฎหมายที่หายไปนาน
สภาพคล่องทั่วโลกจาก M2 กำลังหนุนบิตคอยน์
ตอนนี้มาถึงแรงผลักดันที่สองที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก: สภาพคล่องทั่วโลก
การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของบิตคอยน์มักจะสอดคล้องกับแนวโน้มสภาพคล่องแบบง่ายๆ เมื่อธนาคารกลางอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ หรือปริมาณเงิน M2 ทั่วโลกเพิ่มขึ้น สินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์ก็มักจะพุ่งขึ้น มันไม่ใช่เวทมนตร์อะไรเลย แค่สภาพคล่องที่มากขึ้นหมายถึงเชื้อเพลิงที่มากขึ้นสำหรับทุกอย่าง ตั้งแต่หุ้น ทองคำ ไปจนถึงคริปโต

กราฟ M2 ทำตัวเหมือนตัวชี้นำล่วงหน้า 12 สัปดาห์ของบิตคอยน์ ทุกครั้งที่ M2 ขยับขึ้น บิตคอยน์ก็มักจะตามมา ตอนนี้มันชี้ไปที่แนวโน้มที่อาจแตะระดับอย่างน้อย 150,000 ดอลลาร์ ซึ่งเทรดเดอร์ก็กำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด และนั่นยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับการพุ่งขึ้นของตลาดในตอนนี้
ดังนั้นในขณะที่พาดหัวข่าวยังเน้นที่กฎหมายคริปโตของสหรัฐฯ เงินฉลาดในตลาดก็หันมาสนใจฉากหลังของสภาพคล่องด้วย ซึ่งการผสมกันของสองแรงนี้แหละที่เป็นตัวขับเคลื่อนการทะยานของ BTC อย่างแท้จริง
การเบรกทะลุแนวต้านทางเทคนิคของ BTC ก็ช่วยหนุนเหมือนกัน
แน่นอนว่ายังมีปัจจัยทางเทคนิคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บิตคอยน์สามารถทะลุแนวต้านสำคัญแถวๆ 112,000 ดอลลาร์ได้พร้อมกับปริมาณซื้อขายที่แข็งแรง นั่นทำให้เทรดเดอร์สายโมเมนตัมและอัลกอริทึมเทรดตามกระแสกันเข้ามา

พอรวมกับการล้างโพสิชันชอร์ต ก็ไม่ยากเลยที่จะเห็นว่าทำไม BTC ถึงทะยานผ่าน 123,000 ดอลลาร์ได้แบบแทบไม่สะดุด
นี่แหละคือความคลาสสิกของตลาดคริปโต เมื่อความหวังเรื่องกฎเกณฑ์มาชนกับการเบรกกราฟ มันก็กลายเป็นสูตรผสมที่ทรงพลัง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้เห็นแท่งเทียนระเบิดแรงขนาดนี้ในตอนนี้
เพื่อยืนยันว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพุ่งขึ้นรอบใหญ่ บิตคอยน์อาจย่อตัวลงมาทดสอบโซนเบรกเอาท์แถวๆ 112,000 ดอลลาร์อีกครั้ง และถ้าระดับนี้ยังอยู่ ก็อาจเป็นตัวจุดประกายให้ราคาขึ้นต่อได้อีก
แล้วเหรียญ Altcoins ล่ะ?
นักเทรดจำนวนไม่น้อยสงสัยว่าแบบนี้แปลว่า alt-season กำลังกลับมาแล้วหรือเปล่า คำตอบคือ มันซับซ้อนกว่านั้น
ที่บิตคอยน์พุ่งขึ้นก็ส่วนหนึ่งเพราะมันดูเป็นตัวเลือกที่ “สะอาด” ที่สุดภายใต้ร่างกฎหมายคริปโตของสหรัฐฯ ตอนนี้ ในสายตาของสหรัฐฯ บิตคอยน์แทบจะถูกมองว่าเป็นสินค้าคอมมอดิตี้แบบชัดเจน แต่ altcoins โดยเฉพาะเหรียญเล็กๆ ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ถ้าสภาคองเกรสสามารถวางกรอบกติกาที่ชัดเจนสำหรับตลาดรองได้ นั่นอาจเปิดทางให้เกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ใน Ethereum และเหรียญเล็กๆ อีกหลายตัว
พูดง่ายๆ ก็คือ บิตคอยน์อาจเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อน แต่ในระยะยาว ถ้ากฎเกณฑ์ชัดเจนเมื่อไหร่ ก็อาจเปิดทางให้ altcoins อีกหลายตัวได้มีพื้นที่วิ่งขึ้นตามมาเหมือนกัน
สองแรงกระตุ้น หนึ่งคลื่นพุ่งแรง
มันไม่บ่อยนักที่แรงขับเคลื่อนใหญ่สองอย่างจะมาพร้อมกันแบบนี้:
- ความคืบหน้าด้านกฎระเบียบ ที่อาจกระตุ้นให้สถาบันใหญ่เข้ามาลงทุน
- สภาพคล่องทั่วโลกที่กำลังไหลเข้ามา ซึ่งที่ผ่านมาเคยเป็นเพื่อนคู่ใจของบิตคอยน์เสมอ
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมบิตคอยน์ถึงพุ่งแรง และทำไมรอบนี้อาจจะยังไปต่อได้อีก อย่าละสายตาจากการโหวตในสภาสหรัฐฯ ช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และดูกราฟ M2 ไปพร้อมกัน เพราะสองอย่างนี้รวมกันแล้วกำลังเล่าเรื่องที่นักเทรดคนไหนก็ยากจะเมินเฉยได้
การเปิดเผยความเสี่ยง
การซื้อขายหลักทรัพย์ ฟิวเจอร์ส สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFDs) และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมูลค่าและราคาของตราสารทางการเงินเหล่านี้อาจผันผวนอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจเกิดจากความเคลื่อนไหวของตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยและคาดเดาไม่ได้ เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ และสถานการณ์ไม่คาดคิดอื่น ๆ คุณอาจเผชิญการขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการขาดทุนที่เกินกว่าเงินลงทุนเริ่มต้นได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
คุณควรทำความเข้าใจลักษณะและความเสี่ยงโดยธรรมชาติของการซื้อขายตราสารทางการเงินแต่ละประเภทอย่างถี่ถ้วน ก่อนทำธุรกรรมใด ๆ กับ D Prime เมื่อคุณทำธุรกรรมกับเรา ถือว่าคุณรับทราบและยอมรับความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
ข้อมูลในเอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปและเพื่อการศึกษาเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน คำแนะนำทางการเงิน คำแนะนำด้านการเทรด ข้อเสนอแนะ หรือการเสนอซื้อ เสนอขาย หรือชักชวนให้ซื้อขายตราสารทางการเงินใด ๆ หรือเข้าร่วมกลยุทธ์การเทรดใด ๆ
การเทรดผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจ เช่น สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFDs) มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดทุน และอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกคน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ผลลัพธ์ในอนาคตได้ การอ้างอิงถึงแนวโน้มตลาด ผลการดำเนินงานของสินทรัพย์ ระดับราคา หรือข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าใด ๆ เป็นเพียงความคิดเห็นหรือบทวิเคราะห์ภาพรวมตลาด ณ วันที่เผยแพร่ และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
บทความนี้ไม่ได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ สถานะทางการเงิน หรือระดับการยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละราย ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลอย่างเป็นอิสระและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำการเทรดใด ๆ D Prime และบริษัทในเครือไม่รับรองหรือรับประกันความถูกต้อง ความครบถ้วน หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลนี้ และขอปฏิเสธความรับผิดใด ๆ ต่อความสูญเสียหรือความเสียหาย ไม่ว่าทางตรง ทางอ้อม โดยบังเอิญ สืบเนื่อง หรือในลักษณะอื่นใด ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้หรือการเชื่อถือข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารนี้ ข้อมูลข้างต้นไม่ควรถูกใช้หรือถือเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจเทรด หรือเป็นคำเชิญชวนให้ทำธุรกรรมใด ๆ และไม่ควรใช้รายงานนี้แทนการพิจารณาอย่างเป็นอิสระของคุณเอง
“D Prime” เป็นชื่อแบรนด์ของ D Prime Vanuatu Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Vanuatu Financial Services Commission (หมายเลขบริษัท: 700238) ทั้งนี้ ความพร้อมให้บริการของผลิตภัณฑ์และบริการอาจแตกต่างกันไปตามประเทศหรือพื้นที่ และข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
